
คำตอบ
ทำไมเสื้อผ้าถึงมีกลิ่นอับ แม้ซักสะอาดแล้ว? เหงื่อของคนเราแทบไม่มีกลิ่นในตัวเอง กลิ่นอับเกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังและบนเนื้อผ้าย่อยคราบเหงื่อ ไขมัน และเซลล์ผิวที่ตกค้าง แล้วปล่อยสารที่มีกลิ่นออกมาเป็นของเสีย การซักช่วยลดทั้งคราบ ของเสียของแบคทีเรีย และจำนวนแบคทีเรียลงได้มาก แต่ถ้ายังมีคราบไขมันหลงเหลืออยู่ในเนื้อผ้า แบคทีเรียก็กลับมาเพิ่มจำนวนได้อีกอย่างรวดเร็วเมื่อกลับมาใส่ ทางแก้ที่ตรงต้นเหตุจึงไม่ใช่การกลบกลิ่น แต่คือการทำให้แบคทีเรียเพิ่มจำนวนบนผ้าได้ยากตั้งแต่แรก
สรุปสั้น 4 ข้อ
- จริง ๆ แล้วเหงื่อแทบไม่มีกลิ่น กลิ่นเกิดหลังแบคทีเรียลงมือย่อยแล้ว
- เนื้อผ้าเก็บทั้งความชื้นและคราบไขมัน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย
- สารที่ทำให้เกิดกลิ่นมีชื่อเรียกและวัดปริมาณได้ เช่น isovaleric acid และ nonenal
- น้ำหอมและน้ำยาปรับผ้านุ่มกลบกลิ่นได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ทำอะไรกับต้นเหตุ
เหงื่อไม่มีกลิ่น แล้วกลิ่นมาจากไหน?
เหงื่อคือของเหลวที่ร่างกายขับออกมาเพื่อระบายความร้อน โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำและเกลือแร่ ซึ่งแทบไม่มีกลิ่น
ร่างกายเรามีต่อมเหงื่อสองแบบ แบบแรกกระจายอยู่ทั่วตัว ขับของเหลวใสออกมาเป็นหลัก ส่วนอีกแบบอยู่บริเวณรักแร้และขาหนีบ ขับของเหลวที่มีไขมันและโปรตีนปนมาด้วย ของเหลวแบบหลังนี่เองที่กลายเป็นอาหารของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวหนังเราตามปกติ เมื่อแบคทีเรียย่อยไขมันและโปรตีนเหล่านั้น มันจะปล่อยสารตัวใหม่ออกมา และสารตัวใหม่นั้นต่างหากที่เราได้กลิ่น
พูดง่าย ๆ คือกลิ่นตัวไม่ได้มาจากเหงื่อ แต่มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเหงื่อออกไปแล้ว
บนเสื้อของคุณมีอาหารของแบคทีเรียอยู่เต็มไปหมด

เสื้อผ้าที่เราใส่ทั้งวันไม่ได้รับแค่เหงื่อ แต่รับไขมันจากผิวหนัง เซลล์ผิวที่ลอกออก และฝุ่นจากอากาศไปพร้อมกัน เมื่อสิ่งเหล่านี้ซึมเข้าไปอยู่ระหว่างเส้นใย ผ้าก็กลายเป็นที่ที่แบคทีเรียอยู่ได้สบาย เพราะมีครบทั้งอาหารและความชื้น กลุ่มแบคทีเรียที่มักพบและเกี่ยวข้องกับกลิ่นโดยตรงคือ Staphylococcus และ Corynebacteriumซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่บนผิวหนังคนเราเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่เชื้อแปลกปลอมจากที่ไหน
งานวิจัยเรื่องกลิ่นในชุดกีฬายังพบว่าเนื้อผ้าแต่ละชนิดกักคราบไขมันไว้ไม่เท่ากัน ผ้าใยสังเคราะห์บางชนิดจับคราบไขมันไว้แน่นกว่า จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเสื้อกีฬาบางตัวถึงมีกลิ่นเร็วกว่าเสื้อผ้าฝ้ายที่ใส่ในวันเดียวกัน
กลิ่นที่เราได้กลิ่น คือของเสียที่แบคทีเรียปล่อยออกมา
สารที่ทำให้เกิดกลิ่นอับไม่ใช่สิ่งลี้ลับ นักวิจัยระบุตัวมันได้และวัดปริมาณได้ในห้องปฏิบัติการ
ตัวที่คุ้นจมูกที่สุดคือ isovaleric acidซึ่งให้กลิ่นเปรี้ยวแบบถุงเท้าใส่นาน เกิดจากแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยกรดอะมิโนชื่อลิวซีนที่ปนมากับเหงื่อ อีกตัวคือ nonenalซึ่งให้กลิ่นอับแบบเก่าเก็บ เกิดจากไขมันบนผิวหนังทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้วเปลี่ยนสภาพ กลิ่นแบบนี้พบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น และมักติดอยู่กับปกเสื้อ ปลอกหมอน และผ้าปูที่นอน
จำ 2 ชื่อนี้ไว้ เพราะทั้งคู่คือสารที่ใช้เป็นตัววัดจริงในผลทดสอบที่จะพูดถึงต่อไป
ทำไมซักแล้วกลิ่นยังกลับมา และทำไมน้ำหอมไม่ช่วย?

การซักลดทั้งคราบและจำนวนแบคทีเรียลงได้จริง แต่ไม่ได้เอาออกไปจนหมดทุกครั้ง สาเหตุมี 3 ข้อคือ:
1. คราบไขมันที่แทรกลึกอยู่ในเนื้อเส้นใยละลายออกยาก โดยเฉพาะเมื่อซักน้ำเย็นซึ่งเป็นวิธีซักปกติของบ้านส่วนใหญ่
2. ผ้าที่ตากไม่แห้งสนิท หรือทิ้งไว้ในเครื่องซักนานหลังซักเสร็จ จะมีความชื้นค้างที่ทำให้แบคทีเรียกลับมาเพิ่มจำนวนได้เร็ว
3. เมื่อเราหยิบเสื้อตัวนั้นมาใส่อีกครั้ง เหงื่อและไขมันชุดใหม่ก็ลงไปที่เดิมอีก
ส่วนน้ำหอมและน้ำยาปรับผ้านุ่มทำหน้าที่เพิ่มกลิ่นที่พึงประสงค์ทับลงไป ซึ่งช่วยได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้ลดจำนวนแบคทีเรียหรือคราบที่เป็นอาหารของมัน พอกลิ่นน้ำหอมจางลง กลิ่นเดิมจึงกลับมา และบางครั้งเมื่อกลิ่นทั้งสองอย่างผสมกันก็ยิ่งเหม็นและไม่น่าดม
การแก้ที่ต้นเหตุคือทำให้แบคทีเรียเพิ่มจำนวนไม่ได้
ถ้ากลิ่นเกิดจากแบคทีเรียที่เพิ่มจำนวนบนผ้า การแก้ที่ตรงจุดที่สุดคือทำให้ตัวผ้าเองเป็นที่ที่แบคทีเรียเพิ่มจำนวนได้ยาก
ผลการทดสอบของเส้นใย PERMA® นี้ ทำงานตามหลักนี้ โดยใส่อนุภาคนาโนซิงค์ลงไปในเนื้อเส้นใยตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตเส้นใย ไม่ใช่การเคลือบสารลงบนผิวผ้าหลังทอเสร็จ เมื่ออนุภาคเหล่านี้สัมผัสกับน้ำและออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยา reactive oxygen species (ROS)ซึ่งทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียเสียสภาพจนแบ่งตัวต่อไม่ได้

จุดนี้สำคัญและควรเข้าใจให้ตรง กลไกนี้ไม่ได้เข้าไปจัดการแบคทีเรียโดยตรงแบบน้ำยาฆ่าเชื้อ แต่ตัดวงจรการเพิ่มจำนวนของมัน เมื่อเซลล์ที่เสียหายแบ่งตัวต่อไม่ได้และไม่มีเซลล์รุ่นใหม่มาแทน จำนวนแบคทีเรียบนผ้าจึงไม่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนบนผ้าทั่วไป ซึ่งเพียงพอต่อการจัดการกลิ่น เพราะกลิ่นแรงขึ้นตามจำนวนแบคทีเรียที่เพิ่มขึ้น
ความต่างสำคัญอีกจุดอยู่ที่คำว่าฝังในเนื้อเส้นใย สารที่เคลือบอยู่บนผิวผ้ามีโอกาสหลุดลอกออกไปกับการซักและการเสียดสี ส่วนอนุภาคที่อยู่ในเนื้อเส้นใยไม่ได้อยู่บนผิวจึงไม่หลุดลอกออกไปแบบนั้น
ผลทดสอบเรื่องกลิ่นโดยตรง
เพื่อวัดว่าลดกลิ่นได้จริงแค่ไหน ผ้าถักที่ทำจากเส้นใย PERMA® ถูกส่งทดสอบที่ BOKEN Quality Evaluation Institute ประเทศญี่ปุ่น
การทดสอบใช้วิธีของ JTETC ร่วมกับการวัดแบบ GC ซึ่งเป็นการวัดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นโดยตรง ไม่ใช่การให้คนดมแล้วให้คะแนน ผลออกมาว่า ลด isovaleric acid ได้ 99% และ ลด nonenal ได้ 88%โดยถูกบันทึกในรายงานเลขที่ BKKT17012557
จุดที่ควรสังเกตคือสารสองตัวนี้คือตัวเดียวกับที่อธิบายไว้ข้างต้น ตัวหนึ่งมาจากการที่แบคทีเรียย่อยคราบเหงื่อ อีกตัวมาจากไขมันบนผิวหนังที่เปลี่ยนสภาพ นั่นแปลว่าการทดสอบวัดตรงกับกลิ่นที่คนใส่เสื้อผ้าเจอในชีวิตจริง
แล้วปลอดภัยกับผิวหรือเปล่า?
เมื่อผ้าแนบกับผิวหนังตลอดทั้งวัน คำถามเรื่องความปลอดภัยสำคัญไม่แพ้เรื่องกลิ่น
ผลการทดสอบของเส้นใย PERMA® ผ่านการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ตามมาตรฐาน ISO 10993-5 โดยคณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลคือไม่เป็นพิษต่อเซลล์ มาตรฐานชุดนี้เป็นชุดเดียวกับที่ใช้ประเมินวัสดุที่ต้องสัมผัสร่างกายในทางการแพทย์ จึงเป็นเกณฑ์ที่เข้มกว่าการทดสอบผ้าทั่วไป
นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง OEKO-TEX® Standard 100 at Class Iซึ่งเป็นระดับที่กำหนดไว้สำหรับสิ่งทอที่ใช้กับทารก และเป็นระดับที่มีข้อกำหนดเรื่องสารตกค้างเข้มงวดที่สุดในระบบนี้
ถ้าซักแล้วจะยังได้ผลอยู่ไหม?

คำถามนี้คือจุดที่ผ้าลดกลิ่นหลายชนิดในตลาดสอบตก เพราะสารที่เคลือบไว้บนผิวผ้าจะค่อย ๆ ลดลงตามจำนวนครั้งที่ซัก
ผลการทดสอบของเส้นใย PERMA® นี้ ผ่านการทดสอบโดย สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI)ผลคือยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียได้มากกว่า 99% แม้ผ่านการซักแล้วมากกว่า 150 ครั้ง ตัวเลข 150 ครั้งมีความหมายในทางปฏิบัติ ถ้าเสื้อตัวหนึ่งถูกซักสัปดาห์ละครั้ง 150 ครั้งเท่ากับเกือบสามปี ซึ่งยาวกว่าอายุการใช้งานจริงของเสื้อผ้าหลายชิ้นในตู้เสื้อผ้าเรา
ผลการทดสอบของเส้นใย PERMA
| หัวข้อการทดสอบ | ผลลัพธ์ | สถาบันหรือมาตรฐาน |
|---|---|---|
| ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียหลังซัก | More than 99%, even after more than 150 washes | สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) |
| ลดกลิ่น isovaleric acid | 99% | BOKEN Quality Evaluation Institute วิธี JTETC วัดแบบ GC รายงานเลขที่ BKKT17012557 |
| ลดกลิ่น nonenal | 88% | BOKEN Quality Evaluation Institute วิธี JTETC วัดแบบ GC รายงานเลขที่ BKKT17012557 |
| ความเป็นพิษต่อเซลล์ (Cytotoxicity test) | ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ | ISO 10993-5 คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล |
| สารเคมีอันตรายในสิ่งทอ | ผ่านระดับ Class I | OEKO-TEX® Standard 100 |
บทสรุป
ถ้าจะเลือกผ้าที่จัดการกลิ่นอับได้จริง ใช้ 3 เกณฑ์นี้ตรวจเอง
1. ดูว่าสารยับยั้งอยู่ตรงไหน เคลือบบนผิวผ้าหรือฝังอยู่ในเนื้อเส้นใย เพราะตำแหน่งของสารเป็นตัวกำหนดว่าซักแล้วจะเหลืออะไร
2. ดูว่ามีผลทดสอบหลังซักกี่ครั้ง ตัวเลขที่วัดตอนผ้ายังใหม่บอกอะไรไม่ได้มาก ตัวเลขหลังซัก 100 ครั้งขึ้นไปบอกได้มากกว่า
3. ดูว่ามีผลทดสอบเรื่องกลิ่นแยกต่างหากหรือไม่ ผลทดสอบแบคทีเรียกับผลทดสอบกลิ่นเป็นคนละเรื่อง เพราะกลิ่นวัดจากปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นโดยตรง ผ้าที่มีทั้งสองอย่างพร้อมชื่อสถาบันที่ทดสอบ คือผ้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
คำถามที่พบบ่อย
เหงื่อมีกลิ่นจริงหรือเปล่า?
เหงื่อสดแทบไม่มีกลิ่น เพราะองค์ประกอบหลักคือน้ำและเกลือแร่ กลิ่นเกิดขึ้นหลังจากแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยไขมันและโปรตีนที่ปนมากับเหงื่อ แล้วปล่อยสารที่มีกลิ่นออกมา ช่วงเวลาระหว่างเหงื่อออกกับตอนที่เริ่มได้กลิ่นจึงเป็นเวลาที่แบคทีเรียกำลังทำงาน
ตากแดดช่วยลดกลิ่นอับได้ไหม?
ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ทางแก้ที่จบในตัว งานวิจัยของทีม Rhine-Waal University ปี 2016 ที่ทดลองตากผ้าที่ปนเปื้อนเชื้อด้วยวิธีต่างกัน พบว่าการตากทุกแบบลดปริมาณเชื้อบนผ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และการตากกลางแจ้งบนราวให้ผลสูงสุด
สอดคล้องกับงานที่ตีพิมพ์ใน Journal of Applied Microbiology ปี 2022 ซึ่งระบุว่าแสงยูวีจากดวงอาทิตย์มีส่วนช่วย และงานทดสอบถุงเท้าที่ปนเปื้อนเชื้อรา ที่พบว่ากลุ่มที่ตากแดดสามวันติดมีเชื้อลดลงมากกว่ากลุ่มที่เก็บในร่มอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อจำกัดคือแดดออกฤทธิ์ที่ผิวผ้าเป็นหลัก เข้าไม่ถึงคราบที่ฝังลึก ผ้าที่พับซ้อนกันจะได้รับแสงไม่ทั่ว และถ้าตากในวันที่ชื้นจนผ้าไม่แห้งสนิท ผลอาจกลับกัน
ผ้ายับยั้งแบคทีเรียปลอดภัยกับผิวแพ้ง่ายไหม?
ให้ดูที่หลักฐาน ไม่ใช่คำโฆษณา เกณฑ์ที่ตรวจสอบได้คือผลทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ตามมาตรฐาน ISO 10993-5 และการรับรอง OEKO-TEX® Standard 100 โดยเฉพาะระดับ Class I ซึ่งเป็นระดับที่กำหนดสำหรับสิ่งทอที่ใช้กับทารกและมีข้อกำหนดเรื่องสารตกค้างเข้มงวดที่สุด
ผลการทดสอบของเส้นใย PERMA® ผ่านทั้งสองรายการนี้ สำหรับผู้ที่มีภาวะผิวหนังเฉพาะ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังประกอบ
ผ้าเคลือบสารกับผ้าที่ฝังในเส้นใย ต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ตำแหน่งของสารและสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อซัก แบบเคลือบคือการนำสารมาติดบนผิวผ้าหลังทอเสร็จ จึงมีโอกาสหลุดลอกออกไปตามการซักและการเสียดสี
ส่วนแบบฝังในเส้นใยคือการใส่อนุภาคเข้าไปในเนื้อเส้นใยตั้งแต่ตอนผลิตเส้นใย อนุภาคจึงไม่ได้อยู่บนผิวและไม่หลุดลอกออกไปแบบเดียวกัน วิธีตรวจง่ายที่สุดคือดูว่าผู้ผลิตมีผลทดสอบหลังซักหลายครั้งหรือไม่
แหล่งอ้างอิง
- Mogilnicka, I., Bogucki, P., Ufnal, M. (2020). Microbiota and Malodor – Etiology and Management. International Journal of Molecular Sciences 21(8):2886. PMC7215946
- Chang, Y., Wang, X. (2023). Sweat and odor in sportswear – A review. iScience 26(7):107067. PMC10391722
- Brands, B., Honisch, M., Wegner, S., Bockmuhl, D.P. (2016). The effect of drying processes on the microbial load of laundry. Household and Personal Care Today, pp. 24-27. Rhine-Waal University of Applied Sciences
- Amichai, B., Grunwald, M.H., Davidovici, B., Shemer, A. (2014). The efficacy of sun exposure for reducing fungal contamination in used clothes. Israel Medical Association Journal 16(7):431-433. PubMed 25167689
- Reynolds, K.A. et al. (2022). Quantifying pathogen infection risks from household laundry practices. Journal of Applied Microbiology 132(2):1435-1448
- Ara, K. et al. (2006). Foot odor due to microbial metabolism and its control. Canadian Journal of Microbiology 52(4):357-364


